วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การพัฒนาหลักสูตรอบรมครูสังคมศึกษาการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมือง และวิชาประวัติศาสตร์

บทที่ 1
การวางแผนหลักสูตร
ตามกระเเสสังคมในปัจจุบันเกี่ยวกับการขาดความสานึก การรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของเยาวชนไทยในปัจจุบัน ปัญหาหนึ่งพบว่ามาจากการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และวิชาหน้าที่พลเมืองที่ขาดความเข้มข้นกว่าเดิม ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยอิงหลักสูตรการเรียนมากจากประเทศอังกฤษ ซึ่งแยกเป็นวิชา ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และศาสนา แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นักวิชาการได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอเมริกา ก็ผลักดันวิชานี้ให้มาอยู่ในกลุ่มวิชา สังคมศึกษา แทน ซึ่งประกอบด้วย วิชาหน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และศาสนา ซึ่งใช้สอนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นว่าควรปรับปรุงหลักสูตรการสอนวิชาสังคมศึกษาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาสังคมที่กาลังเผชิญอยู่
การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาและเป็นเครื่องมือชี้นาสังคม ผู้ที่ได้รับการศึกษาจึงเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและเป็นกาลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ การเรียนการสอนเป็นการพัฒนาคน ซึ่งไม่ใช่สิ่งทดลองหรือลองผิดลองถูก กระบวนการพัฒนาคนนั้น ครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การพัฒนาหลักสูตรมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กันการออกแบบการสอนเพื่อให้การสอนบรรลุเป้าหมายที่กำหนด นอกจากนี้การศึกษา เป็นการเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ให้สามารถปฏิบัติงานที่มีความแตกต่างจากงานเดิมได้ การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพนั้นจะต้องคำนึงถึงการจัดการเรียนการสอนเป็นสำคัญ ในกระบวนการเรียนการสอน มีปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ ผู้เรียน ผู้สอน หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน การวัดผลและการประเมินผล ซึ่งผู้สอนจะต้องมีคุณลักษณะที่บ่งบอกถึงการมีประสิทธิภาพในการสอน การจัดการเรียนการสอนสามารถจัดได้หลายรูปแบบและจาเป็นต้องจัดอย่างมีระบบ การเรียนการสอนที่สามารถจัดได้เป็นระบบจะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้น ผู้สอนควรมีความรู้ความสามารถ และเข้าใจในเรื่องต่างๆ ที่จะนาไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร และในขณะนี้มีนโยบายด้านการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้รับรู้และเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ความเป็นไทย รักชาติไทย ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นพลเมืองที่ดีอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อสันติสุขในสังคมไทย และกาหนดค่านิยมหลัก 12 ประการ เพื่อสร้างคนไทยที่เข้มแข็งนาไปสู่การสร้างสรรค์ประเทศไทยที่เข้มแข็ง ดังนี้
1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม

3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม 
5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม 
6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน 
7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง 
8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ 
9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทา รู้ปฏิบัติตามพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
10. รู้จักดารงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดารัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจาเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจาหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี 
11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออานาจฝ่ายต่า หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา 
12. คานึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง 
       ด้วยเหตุนี้จึง การพัฒนาหลักสูตรอบรมครูสังคมศึกษาการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมือง และวิชาประวัติศาสตร์ จึงมีความจาเป็นในการพัฒนาเพื่อสนองความต้องการจึง มีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ดังนี้
      การพัฒนาหลักสูตรอบรมครูนั้น เป็นกระบวนการแก้ปัญหาการเรียนการสอนของครู โดยการวิเคราะห์สถานการณ์ หรือเงื่อนไขในการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ แล้วจึงวางแผนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ และเพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุจุดหมาย จึงจาเป็นต้องอาศัยทฤษฎีหลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนการสอน ทฤษฎีการติดต่อสื่อสาร ตลอดจนทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ในส่วนของทฤษฎีการเรียนรู้นั้นเป็นแนวความคิดที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถใช้อธิบายลักษณะของการเกิดการเรียนรู้หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้และทฤษฎีการเรียนรู้มีข้อความรู้ที่ผู้สอนสามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้ ทฤษฎีการเรียนรู้มีหลากหลายทฤษฎีที่กล่าวถึง แนวคิด / ความเชื่อ เกี่ยวกับการเรียนรู้ของบุคคล และแนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละทฤษฎีต่างก็มีจุดเด่นและจุดอ่อนในตัวเอง ในทฤษฎีการเรียนรู้ได้กล่าวถึงการเรียนรู้ และหลักการจัดการศึกษา/การสอน ซึ่งทฤษฎีเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความเข้าใจการเรียนรู้ และการประยุกต์วิธีการ หรือหลักการใหม่ ๆ ผู้สอนสามารถนาข้อความรู้จากทฤษฎีการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ทฤษฎีการเรียนรู้ แต่ละทฤษฎีมีจุดเน้นแตกต่างกันไป แล้วแต่แนวคิดหรือความเชื่อของนักทฤษฎีแต่ละคน อย่างไรก็ตามทฤษฎีต่าง ๆ ได้ผ่านกระบวนการสังเกต ทดลอง มาหลายครั้งจนได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือได้ ดังนั้นทฤษฎีการเรียนรู้จึงสามารถทานายพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนที่จะเกิดขึ้นได้
     หลักสูตรจัดทาหรือพัฒนาขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่บุคคลในสังคม การจัดทาหรือพัฒนาหลักสูตรจึงต้องเหมาะสมกับสังคม สังคมแต่ละสังคมนั้นมีสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง การปกครองตลอดจนความเชื่อในการจัดการศึกษาแตกต่างกัน การจัดทาหรือพัฒนาหลักสูตรจึงต้องคานึงถึงพื้นฐาน สภาพและความเชื่อเหล่านั้น
    การพัฒนาหลักสูตร จาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาถึงข้อมูลพื้นฐานในด้านต่าง ๆ เพื่อให้หลักสูตรที่สร้างขึ้นมานั้น สมบูรณ์ สามารถสนองความต้องการของบุคคล และสังคม พื้นฐานด้านต่าง ๆ ที่นักพัฒนาหลักสูตรต้องนามาพิจารณานั้นมีหลายประการ ซึ่งมีนักการศึกษาได้ให้ความคิดเห็นว่าพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรด้านต่าง ๆ ที่ควรนำมาพิจารณาในการพัฒนาหลักสูตรมี 6 ด้าน ดังนี้
พื้นฐานด้านปรัชญาการศึกษา
ปรัชญาการศึกษาที่ควรศึกษาสามารถแบ่งได้ 5 กลุ่ม ดังนี้
1. ปรัชญาสารัตถนิยม (Essentialism) ปรัชญานี้มีความเชื่อว่าในแต่ละวัฒนธรรม มีความรู้ทักษะความเชื่อ เจตคติ อุดมการณ์ ที่เป็นแกนกลางหรือเป็นหลัก ทุกคนในวัฒนธรรมนั้นจะต้องรู้สิ่งเหล่านี้ และระบบการศึกษาจะมุ่งถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้แก่เยาวชน
2. ปรัชญานิรันตรนิยม (Perennialism) ปรัชญานี้มีความเชื่อว่า ธรรมชาติ ของมนุษย์นั้นเหมือนกันทุกแห่ง สาระสาคัญในธรรมชาติของมนุษย์คือ ความสามารถในการใช้ความคิด ใช้เหตุผล การจัดการศึกษาจึงเน้นการพัฒนาทางด้านสติปัญญาและการใช้เหตุผล เนื้อหาสาระของสิ่งที่เรียน จึงเกี่ยวข้องกับความคิดและเหตุผล
3. ปรัชญาพิพัฒนาการ (Progressivism) ปรัชญานี้มีความเชื่อว่า สาระสาคัญและความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายนั้น มิได้คงที่หรือหยุดนิ่ง หากจะเปลี่ยนสภาพไปตามเวลาและสิ่งแวดล้อม และในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษานั้นลัทธินี้เชื่อว่า การศึกษาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมก็ควรจะเปลี่ยนสภาพไปด้วยเมื่อถึงคราวจาเป็น ฉะนั้นวิธีการทางการศึกษาจึงต้องพยายามปรับปรุงให้สอดคล้องกับกาลเวลาและสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ การศึกษามิใช่จะสอนให้คนยึดมั่นในความจริง ความรู้ และค่านิยมที่คงที่หรือถูกกาหนดไว้ตายตัว หากจะต้องปรับปรุงการศึกษาเพื่อจะเป็นหนทางนาไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ดังนั้นปรัชญาการศึกษานี้ จึงยึดมั่นในทางแห่งเสรีภาพที่จะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเพื่อให้เหมาะสมกับกาลสมัย
4. ปรัชญาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) ปรัชญานี้พัฒนาจากปรัชญาปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ที่เน้นหนักการแก้ไขปรับปรุงสภาพสังคม โดยอาศัยการศึกษาผนวกกับปรัชญาพิพัฒนาการที่เน้นพัฒนาผู้เรียนไปตามต้องการความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก จากสองปรัชญาดังกล่าวทาให้เกิดปรัชญาปฏิรูปนิยม ที่เชื่อว่า การศึกษาควรเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในการปฏิรูปสังคม
5. ปรัชญาอัตถิภาวนิยม ปรัชญานี้มีความเชื่อว่า มนุษย์ต้องมีเสรีภาพที่จะเลือกในแนวทางที่ตนปรารถนา แต่ก็มีกติกาการเลือกอยู่ว่าต้องเลือกในสิ่งที่ดีสาหรับตนเอง และดีสาหรับคนอื่นด้วยและเมื่อเลือกแล้วจะต้องมีความรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา
          สรุปได้ว่า ปรัชญาการศึกษาเป็นตัวกาหนดแนวคิด ในการจัดการศึกษาอย่างกว้างขวาง สาหรับหลักสูตรนั้นกำหนดรายละเอียดสู่การปฏิบัติ เช่น ปรัชญาการศึกษาจะวางแนวคิดคุณลักษณะของผู้จบการศึกษาอย่างกว้าง ๆ พอถึงระดับหลักสูตร คุณลักษณะของผู้จบการศึกษาจะถูกกาหนดไว้ในจุดหมายของหลักสูตร หรือปรัชญาการศึกษาในแนวคิดด้านลักษณะความรู้ที่มีคุณค่าที่ผู้เรียนควรจะได้รับ ระดับหลักสูตรก็จะนาแนวคิดนั้นมากาหนดในด้านเนื้อหาวิชา และประสบการณ์ที่จะจัดให้แก่ผู้เรียน เป็นต้น ปรัชญาการศึกษาจึงเป็นพื้นฐานในการจัดทาและพัฒนาหลักสูตร
พื้นฐานด้านเศรษฐกิจ
เมื่อคนสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจและการศึกษาคือการพัฒนาคน ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงต้องพัฒนาคนให้เหมาะสมและทาความก้าวหน้าให้ระบบเศรษฐกิจนั้นด้วย การศึกษาจึงควรสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สาหรับประเทศไทยนั้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม มีการนาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม กลายเป็นรายได้หลักของประเทศ ส่งผลให้อัตราการเติบโตของประเทศ และรายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น ทาให้เศรษฐกิจเจริญอย่างรวดเร็ว สภาพความเจริญดังกล่าวเป็นความเจริญที่ไม่ยั่งยืนเนื่องจากความมั่นคงและมั่งคั่งมิได้เกิดมาจากคุณภาพของคนในสังคมไทยหรือการพัฒนาเทคโนโลยีที่พึ่งตนเองได้ เมื่อสถานการณ์ของโลกและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงจึงทาให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินรุนแรงและต่อเนื่องสภาพการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ นามาซึ่งปัญหามากมายในปัจจุบัน
พื้นฐานด้านสังคมและวัฒนธรรม
เมื่อทุกคนต้องอยู่ในสังคม ต้องมีการพบปะกันทางสังคมมีการใช้วัฒนธรรมและสถาบันสังคมร่วมกัน ทุกคนในสังคมย่อมต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของสังคม เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข การจัดการศึกษาจึงเป็นสิ่งจาเป็นในสังคม และหลักสูตรจะต้องสนองความต้องการลักษณะวัฒนธรรมทางสังคม สภาพของสังคมและวัฒนธรรมจึงมีบทบาทกาหนดหลักสูตร
พื้นฐานด้านการเมืองการปกครอง
ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นการปกครองที่รัฐบาลเป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน จะเห็นได้ว่าประชาชนเป็นหัวใจสาคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะอุดมการณ์ของประชาธิปไตย คือ ประชาชนเป็นผู้ปกครองของตนเอง การที่จะทาให้ประชาชนเป็นผู้ปกครองตนเองได้นั้น จาเป็นต้องการให้การศึกษา ให้ประชาชนมีความสามารถและคุณสมบัติที่จะปกครองตนเองได้ ระบอบการเมืองและการปกครองของประเทศ จะต้องนาไปกาหนดไว้ในหลักสูตรในรูปของจุดมุ่งหมาย เนื้อหา ประสบการณ์ และกระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้มีคุณลักษณะพลเมืองดี เหมาะสมกับสังคมของตน
พื้นฐานด้านจิตวิทยา
จิตวิทยา หมายถึง วิทยาศาสตร์สาขาหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ในการสร้างหลักสูตรขึ้นนั้นก็เพื่อใช้ในการให้การศึกษาแก่คน ผู้สร้างหลักสูตรจึงควรให้ความสนใจพฤติกรรมโดย5

ธรรมชาติของคนหรือผู้เรียนที่จะศึกษาตามหลักสูตรนั้น การสร้างหลักสูตรที่สอดคล้องกับหลักจิตวิทยา จะช่วยให้หลักสูตรนั้นเหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติผู้เรียน สาหรับบทบาทของจิตวิทยาที่มีต่อหลักสูตรอาจแบ่งได้ 3 ด้าน คือ
1. บทบาทของจิตวิทยาต่อจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เมื่อจุดมุ่งหมายของหลักสูตรเป็นสิ่งกาหนดคุณลักษณะของผลผลิตหรือผู้จบหลักสูตร การกาหนดคุณลักษณะนั้นย่อมจะต้องคานึงถึงความพร้อมพัฒนาการของวัยผู้เรียนด้วย เพื่อให้จุดมุ่งหมายของหลักสูตรสอดคล้องกับวัยผู้เรียนไม่เป็นการฝืนธรรมชาติ
2. บทบาทของจิตวิทยาที่มีต่อนักการศึกษา ในด้านนี้นักการศึกษาจะนาความรู้ทางจิตวิทยาไปศึกษาเด็ก และนาข้อมูลที่ได้มาช่วยในการตัดสินใจ เลือกวิธีสอน วิธีการปกครอง การจัดชั้นเรียน การกาหนดเนื้อหาและประสบการณ์ ตลอดจนการสร้างหนังสือแบบเรียน แบบฝึกหัดและหนังสืออ่านประกอบ เป็นต้น
3. บทบาทของจิตวิทยาที่มีต่อครูผู้สอน ในด้านนี้ครูสามารถใช้ความรู้ ข้อคิด และวิธีการทางจิตวิทยาเป็นเครื่องช่วยในการรู้จักธรรมชาติของผู้เรียน วิธีการเรียนของนักเรียนและนามาใช้ในการเตรียมการสอน การจัดกระบวนการเรียนการสอนของครู
พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดทำ และพัฒนาหลักสูตรซึ่งต้องนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาบรรจุไว้ในหลักสูตร อย่างน้อย 2 ลักษณะ ดังนี้
1. นาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมกับผู้เรียนและสังคมมากาหนดในเนื้อหาของหลักสูตร
2. นากระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการจัดการเรียนรู้หรือกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อสร้างนิสัยในการแก้ปัญหาและการสร้างเจตคติทางวิทยาศาสตร์ 
ภาพที่ 1 พื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร

         เมื่อได้ศึกษาพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรทั้ง 6 ด้านแล้ว ยังได้พิจารณาถึงฐานคิดการพัฒนาหลักสูตร โดยพิจารณา
1. มุมมองจากผู้เรียน (Demand side)
-การวิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก
-ลักษณะหลักสูตรและการเรียนรู้จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและสังคม
-ส่งเสริมให้ผู้สำเร็จการศึกษาไปสร้างงานและประกอบอาชีพ
2. มุมมองจากผู้ให้บริการ (Supply side)
-มุ่งเน้นศักยภาพของผู้ให้บริการเป็นหลัก
-ลักษณะหลักสูตรและการเรียนรู้ไม่ค่อยตอบสนองความต้องการและความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย
-ผู้สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่มุ่งเข้าสู่ตลาดงาน 
3. การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างหลักสูตร
-การวิจัยเพื่อหาความต้องการสร้างหลักสูตรใหม่
-การประเมินหลักสูตรเดิมเพื่อเป็นฐานข้อมูล (based – line data) เพื่อปรับปรุงหลักสูตร
4. การพัฒนาหลักสูตรทาโดยคณะกรรมการ
- ที่มีองค์ประกอบของคณะกรรมการ
- ที่มีความเชี่ยวชาญเหมาะสมกับหลักสูตรที่จะสร้าง
ใช้แบบจาลองการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์(Tyler) ซึ่งไทเลอร์ได้กำหนดปัญหาพื้นฐานไว้ 4 ข้อ ดังนี้
1. จุดมุ่งหมายทางการศึกษาของโรงเรียน คืออะไร
2. การที่จะบรรลุตามจุดมุ่งหมายทางการศึกษาที่กำหนดนั้น จะต้องมีประสบการณ์ทางการศึกษาอะไรบ้าง
3. ประสบการณ์ทางการศึกษาที่กำหนดนั้น สามารถจัดให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร
4. และเพื่อให้แน่ใจว่า จุดมุ่งหมายของหลักสูตรบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ จะมีวิธีการประเมินผลคุณภาพของหลักสูตรได้อย่างไร

ภาพที่ 2 แบบจาลองการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์(Tyler)

จากคาถามทั้ง 4 ข้อ แสดงให้เห็นว่าการสร้างหรือพัฒนาหลักสูตรต้องคำนึงถึงการกำหนดจุดมุ่งหมาย การกำหนดประสบการณ์ทางการศึกษา การจัดประสบการณ์ทางการศึกษาให้ผู้เรียน และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตร นอกจากนี้ยังได้เสนอว่าในการพัฒนาหลักสูตร นักพัฒนาหลักสูตรควร ศึกษาจากแหล่งข้อมูล 3 แหล่ง คือ เนื้อหาวิชาจากผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน และข้อมูลเกี่ยวกับสังคม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะทาให้เกิดเป็นจุดประสงค์ชั่วคราว (Tentative Objectives) จากนั้นจุดประสงค์ชั่วคราวจะได้รับการกลั่นกรองจากข้อมูลด้านปรัชญาการศึกษา และปรัชญาที่สังคมโรงเรียนยึดถืออยู่ และด้านจิตวิทยา
การเรียนรู้ ซึ่งจะตัดทอนจุดประสงค์ที่ไม่จาเป็นออก ทาให้จุดประสงค์มีความชัดเจนขึ้น จุดประสงค์ที่ได้นี้จะเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงในการพัฒนาหลักสูตร จากนั้นจึงเลือกจัดประสบการณ์การเรียนรู้ หรือประสบการณ์ทางการศึกษาสาหรับผู้เรียน เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนด และเมื่อคณะกรรมการร่างหลักสูตรเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะนาหลักสูตรไปใช้จะต้องตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
หลักการสำคัญในการออกแบบหลับสูตร
การออกแบบหลักสูตรนั้นจาเป็นต้องมีหลักการต่างๆขึ้นมาเพื่อรองรับ เพื่อให้หลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับการนาไปใช้ และเหมาะกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สาหรับหลักการสำคัญสิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือ ความเป็น World Class Education เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นไปอย่างสากล และยังมีหลักการที่ใช้เป็นหลักยึดในการออกแบบหลักสูตรนั้นอื่นๆอีก ได้แก่
1. หลัก 7 ประการในการออกแบบหลักสูตร (7 principles of curriculum design)
เป็นหลักคิดเพื่อการสร้างหลักสูตรที่ดีมีประสิทธิภาพ โดยได้กล่าวว่าการออกแบบการจัดการเรียนรู้หรือหลักสูตรนั้นต้องประกอบด้วยพื้นฐาน 7 ประการ คือ
Challenge and enjoyment (ค้นหาศักยภาพและความสุข) คือ หลักสูตรต้องได้รับการออกแบบให้นักเรียนได้ค้นหาศักยภาพและกระตุ้นนักเรียนให้มีความสนใจในการเรียนรู้
Breadths (ความกว้าง) คือ หลักสูตรที่ดีต้องเปิดกว้างในการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้มีได้หลากหลายแนวทาง
Progressions (ความก้าวหน้า) คือ หลักสูตรต้องออกแบบมาให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาไปสู้ความก้าวหน้าที่ผู้เรียนตั้งเป้าไว้
Depths (ความลึกซึ้ง) คือ หลักสูตรต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้อย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญคือ หลักสูตรต้องให้โอกาสนักเรียนได้ใช้
Coherence (ความเกี่ยวข้อง) คือ หลักสูตรที่ดีต้องมีเนื้อหาและจุดประสงค์ที่สนองกับบริบทที่จะนาหลักสูตรไปใช้
Relevance (ความสัมพันธ์กัน) คือ เนื้อหาในหลักสูตรต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับจุดประสงค์
Personalization and choice (ความเป็นเอกลักษณ์และตัวเลือก) คือ หลักสูตรที่ดีต้องให้นักเรียนได้ค้นพบเอกลักษณ์ของตนเองและมีทางเลือกในการแสวงหาเอกลักษณ์ของตนเอง
2. ทักษะที่จาเป็นในศตวรรษที่ 21 (3Rs+7Cs)
. ..วิจารณ์ พานิชได้กล่าวถึงการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ว่า การศึกษาต้องเตรียมคนออกไปเป็นknowledge worker และเป็น learning person ไม่ว่าจะประกอบสัมมาชีพใด มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นlearning person และเป็น knowledge worker แม้แต่ชาวนาหรือเกษตรกรก็ต้องเป็น learning person และเป็นknowledge worker ดังนั้นทักษะสำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21 จึงเป็นทักษะของการเรียนรู้ (learning skills) ที่คนทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย และตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้ทักษะดังกล่าวจึงเป็นที่สำคัญที่ผู้เรียนพึ่งมีในศตวรรษที่21 ซึ่งหลักสูตรต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีทักษะที่สำคัญและสามารถใช้ชีวิตในสังคมศตวรรษที่21ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยก่อนหน้านี้การศึกษาของเรายึดหลัก 3Rs คือ เน้นการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียน อ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น และต่อมาจึงได้เพิ่มเติมรวมหลัก 7Cs ที่จาเป็นในศตวรรษที่ 21 เข้าด้วยกัน จึงกลายเป็นหลัก 3Rs+7Cs ดังนี้
3Rs
Reading (อ่านออก)
Writing (เขียนได้)
Arithmetic (คิดเลขเป็น)
7Cs
Critical Thinking & Problem solving คือ ทักษะในการคิดวิเคราะห์ และการคิดแก้ปัญหา
Creativity & Innovation คือ ทักษะที่เมื่อคุณคิดวิเคราะห์แล้ว คุณต้องสร้างสรรค์ได้ หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ได้
Cross-Cultural understanding คือ ทักษะที่เน้นความเข้าใจในกลุ่มคนในหลากหลายชาติพันธ์ เพราะเราเป็นสังคมโลก
Collaboration Teamwork & leadership คือ ทักษะการทางานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความเป็นผู้นา
Communication information and media literacy คือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการรู้จักข้อมูล ความสามารถในการเข้าใจสื่อ
ICT literacy คือ ความสามารถในยุคของ Digital age ความสามารถในการใช้เครื่องเทคโนโลยี
Career and Life skill คือ ทักษะการใช้ชีวิต คือทักษะการประกอบอาชีพ หรืออาจหมายถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่และสังคมของเรา
ดังที่ได้กล่าวมาเมื่อนาหลัก 7Cs มาจัดกลุ่ม สามารถแบ่งออกได้ 3 ส่วน คือ
การพัฒนาด้านความคิด ได้แก่ Critical Thinking, Creativity, Collaboration, และ Cross-Culture
ความสามารถความเข้าใจ (Literacy) ได้แก่ Information, Communication, Media, และ ICT
ทักษะการใช้ชีวิต (Life Skill) ได้แก่ การมองโลกหรือคนอื่นรอบๆ เป็นศูนย์กลางไม่ใช่มองตนเองเป็นศูนย์กลาง
3. สี่เสาหลักของการศึกษา (The four Pillars of Education)
พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คาอธิบายไว้ว่าหมายถึง หลักสำคัญ 4 ประการของการศึกษาตลอดชีวิต ตามคาอธิบายของคณะกรรมาธิการนานาชาติว่าด้วยการศึกษาในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งได้เสนอรายงานเรื่อง Learning : The Treasure Within ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เมื่อ ค.. 1995 ว่าการศึกษาตลอดชีวิตมีหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. การเรียนเพื่อรู้ (Learning to Know) การเรียนที่ผสมผสานความรู้ทั่วไปกับความรู้ใหม่ในเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียดลึกซึ้ง และยังหมายรวมถึงการฝึกฝนวิธีเรียนรู้ เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ในการดารงชีวิต
2. การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง (Learning to Do) การเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ และปฏิบัติงานได้ เป็นการเรียนรู้โดยอาศัยประสบการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมและในการประกอบอาชีพ
3. การเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน (Learning to Live Together) การเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลเข้าใจผู้อื่นและตระหนักดีว่า มนุษย์เราจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดาเนินโครงการร่วมกันและเรียนรู้วิธี
แก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ โดยตระหนักในความแตกต่างหลากหลาย ความเข้าใจอันดีต่อกันและสันติภาพ ว่าเป็นสิ่งล้าค่าคู่ควรแก่การหวงแหน
4. การเรียนรู้เพื่อชีวิต (Learning to Be) การเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลสามารถปรับปรุงบุคลิกภาพของตนได้ดีขึ้น ดาเนินงานต่าง ๆ โดยอิสระยิ่งขึ้น มีดุลพินิจ และความรับผิดชอบต่อตนเองมากขึ้น การจัดการศึกษาต้องไม่ละเลยศักยภาพในด้านใดด้านหนึ่งของบุคคล เช่น ความจา การใช้เหตุผล ความซาบซึ้งในสุนทรียภาพ สมรรถนะทางร่างกาย ทักษะในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น